บริษัทญี่ปุ่นเปิดตัวฟาร์มผักโดยหุ่นยนต์เป็นแห่งแรกของโลก

Spread บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายพืชผักจากญี่ปุ่น เผยโครงการสร้างฟาร์มผักกาดแบบใช้งานหุ่นยนต์ในกระบวนการผลิตแทนคนแทบทั้งหมด ตั้งเป้าเริ่มใช้งานได้จริงในช่วงกลางปีหน้า
ฟาร์มผักกาดที่ว่านี้เป็นโรงเรือนขนาด 4,400 ตารางเมตร ตั้งที่เมือง Kameoka เขตจังหวัด Kyoto จะใช้หุ่นยนต์ทำงานเกือบทุกขั้นตอนตั้งแต่การย้ายต้นอ่อน, รดน้ำบำรุง, ตัดแต่งใบ ตลอดไปจนถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยว คงเหลือแต่เพียงการเพาะเมล็ดเท่านั้นที่ยังทำโดยแรงงานคน ทั้งนี้ Spread ประเมินว่าการใช้หุ่นยนต์มาทำงานนี้จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตผักกาดจาก 21,000 ต้นต่อวัน ให้เพิ่มขึ้นเป็น 50,000 ต่อวัน และตั้งเป้าว่าภายในอีก 5 ปีถัดไปจะใช้ระบบหุ่นยนต์มาขยายกำลังการผลิตให้ถึง 500,000 ต้นต่อวัน อ่านเพิ่มเติม บริษัทญี่ปุ่นเปิดตัวฟาร์มผักโดยหุ่นยนต์เป็นแห่งแรกของโลก

[ข่าวลือ] iPad Air 3 จะมาพร้อมกับแรม 4 GB และความละเอียดหน้าจอระดับ 4K

ช่วงนี้มีข่าวลือเกี่ยวกับงานเปิดตัวสินค้าใหม่ของแอปเปิลที่คาดว่าจะจัดขึ้นในเดือนมีนาคม ล่าสุด เว็บไซต์ DigiTimes รายงานข้อมูลจาก General Interface Solution และ TPK บริษัทรับผลิตจอภาพจากประเทศไต้หวัน ที่ได้เผยว่า iPad รุ่นใหม่จะมาพร้อมหน้าจอ 9.7 นิ้ว ความละเอียด ระดับ 4K, แรม 4 GB และปรับปรุงด้านอายุการใช้งานแบตเตอรี่

แต่ทั้งนี้ฟีเจอร์ 3D Touch ที่เปิดตัวพร้อมกับ iPhone 6s และ iPhone 6s Plus จะยังไม่มาบน iPad รุ่นใหม่ เนื่องด้วยกระบวนการการผลิตที่ยากขึ้นสำหรับอุปกรณ์หน้าจอใหญ่

ก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่า iPad Air รุ่นใหม่จะมีแฟลช LED ที่กล้องหลัง, ลำโพง 4 ตัว พร้อม Smart Connector แบบ iPad Pro

Symantec พบ ช่องโหว่ใน Flash Player และยังไม่มีแพตช์แก้ตอนนี้

flash player      ทาง Symantec ได้แจ้งว่ามีช่องโหว่ใหม่ของ Flash Player รหัส CVE-2015-0313 แล้วยังพบการโจมตีผ่านช่องโหว่นี้ไปแล้วด้วย ช่องโหว่นี้มีใน Flash Player ทุกรุ่น รวมถึงรุ่นล่าสุด 16.0.0.296 ที่เพิ่งออกมาไม่กี่วันก่อน
ส่วน Adobe ได้รับทราบปัญหานี้แล้ว และบอกว่าจะรีบออกแพตช์ภายในสัปดาห์นี้ นั่นแปลว่าผู้ใช้ Flash Player มีความเสี่ยง วิธีป้องกันตัวชั่วคราวคือปิดการทำงานของ Flash Player ไปก่อนจนกว่าจะมีแพตช์ครับ
จากข้อมูลของ Symantec บอกว่าแฮ็กเกอร์เริ่มรันแคมเปญโฆษณาให้ดาวน์โหลดไฟล์มัลแวร์ เพื่อโจมตีคอมพิวเตอร์ผ่านช่องโหว่นี้ ผลกระทบคือทำให้เครื่องแครชและอาจถูกแฮ็กเกอร์ควบคุมเครื่องได้จากระยะไกล

เครดิต: blognone

ไมโครซอฟท์ประกาศอัพเดต Windows 10 ฟรี ให้ผู้ใช้ Windows 8.1 และ Windows 7

Windows10    ตอนนี้ไมโครซอฟท์ยังขึ้นเวทีโชว์ฟีเจอร์ชุดใหม่ของ Windows 10 กันอยู่ แต่ประเด็นสำคัญที่ผู้ใช้ทั่วไปสนใจกันอย่างการอัพเกรดนั้นได้ประกาศบนเวทีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สำหรับผู้ที่ต้องการอัพเกรดไปเป็น Windows 10 นั้น ไมโครซอฟท์ยังคงใจดีต่อเนื่อง หลังจากที่เคยให้ผู้ใช้ Windows 8 อัพเกรดเป็น Windows 8.1 ฟรี มารอบนี้ไม่ใช่แค่ Windows 8.1 จะได้อัพเกรดฟรี แต่เป็นรุ่นเก่ากว่าและเลิกขายไปแล้วอย่าง Windows 7 ที่จะได้อัพเกรดไปด้วย ฝั่งสมาร์ทโฟนอย่าง Windows Phone 8.1 ก็จะได้รับการปฏิบัติในแบบเดียวกัน

ข้อจำกัดของการอัพเกรดในครั้งนี้คือ ต้องอัพเกรดภายในปีแรกที่ Windows 10 เปิดให้อัพเกรดเท่านั้น ซึ่งน่าจะมีข้อจำกัดในการอัพเกรด เช่นฮาร์ดแวร์ที่รองรับ มาเพิ่มเติมในภายหลัง แต่ดูจากแนวทางใหม่นี้ ดูเหมือนว่าฝั่งระบบปฏิบัติการของไมโครซอฟท์จะเข้าใกล้การให้บริการจนกว่าจะสิ้นอายุขัยเข้าไปเรื่อยๆ ครับ

เครดิต:Blognone

กสทช.บอกต้องลงทะเบียยมือถือเติมเงิน ก่อน 31 ก.ค.ไม่งั้นจะโทรออก และเล่นเน็ตไม่ได้!

กสทช.ได้เดินหน้าแก้ปัญหาผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือแบบเติมเงิน (พรีเพด) ที่ไม่ได้ลงทะเบียนแสดงตัวตนบางส่วนเพื่อนำเบอร์ดังกล่าวโทร.ไปหลอกลวงประชาชน หรือนำไปเป็นชนวนในการจุดระเบิดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างจริงจัง

 

กสทช

ด้วยการออกประกาศให้โอเปอเรเตอร์ทั้ง 5 ราย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ต้องให้ลูกค้าระบบพรีเพดของแต่ละบริษัทที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 90 ล้านเลขหมายที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน มาลงทะเบียนแสดงตัวตนให้เสร็จทั้งหมดภายในวันที่ 31 ก.ค.นี้ หากประชาชนรายใดฝ่าฝืนโอเปอเรเตอร์สามารถตัดสัญญาณได้ทันที ทำให้ประชาชนโทร.ออกไม่ได้ ใช้อินเทอร์เน็ตไม่ได้ เหลือเพียงการรับสายเพียงอย่างเดียว โดยจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.นี้ และต้องลงทะเบียนผู้ใช้ระบบพรีเพดให้เสร็จทั้งหมดภายในวันที่ 31 ก.ค.

สเปคแจ่ม Nvidia GeForce GTX 960 การ์ดจอใหม่ล่าสุด

ในปลายปีที่ผ่านมาได้มีการเปิดตัวการ์ดจอ GeForce GTX 960 พร้อมกับภาพหลุดมาก่อนแล้ว แต่วันนี้ก็มีข้อมูลหลุดมากันอีกรอบซึ่งจะเผยถึงสเปคและประสิทธิภาพของมัน

GeForce-GTX-960

 

ได้ข้อมูลนี้มาจากเว็บไซต์จากจีนเว็บหนึ่งที่ได้ระบุสเปคเจ้าการ์ดจอตัวนี้ไว้โดยละเอียดดังนี้

  • GPU Clock Rate : 1200 MHz
  • การประมวลผล : 2.4TFLOPS (ประมวลผลขั้นสูงสุด)
  • Bandwidth สูงสุด : 112 GB/s
  • มีหน่วยความจำ : 128 Bit
  • 1024 Stream Processors

เจ้า Geforce GTX 960 นี้ยังถูกทดสอบเปรียบเทียบความต่างกับการ์ดจอรุ่นอื่นอย่าง GTX 680 และ GTX 770 ทั้งในแง่ของประมวลภาพ 3D ซึ่งถ้าหากการทดสอบออกมาได้ดีกว่ามันก็อาจทำให้ GTX 960 เป็นที่นิยมในอนาคตอีกทั้งมีการตั้งราคาเริ่มต้นกันไว้แล้วด้วยโดยคาดการณ์ไว้ว่าราคาจะอยู่ที่ $200 ดอลล่าร์หรือ 6,567 บาทโดยประมาณแต่ทว่าทางต้นสังกัด Nvidia ก็ยังไม่ออกความเห็นใดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้

อธิบายปัญหา ช่อง 3 กับระบบดิจิตอล ทำไมต้องจอดำ ทำไมต้องห้ามฉายผ่านดาวเทียม/เคเบิ้ล

จากข่าว กสท. ลงมติให้ “สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3” (ช่อง 3 Analog) สิ้นสุดการทำหน้าที่เป็นโทรทัศน์ทั่วไประดับชาติ ผมเชื่อว่ามีคนสับสนเรื่องนี้ไม่น้อยเพราะมันซับซ้อนมาก บทความนี้จะพยายามอธิบายปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่าง ช่อง 3 กับทีวีดิจิตอลครับ

ก่อนอื่นเลยต้องแยกแยะกันสักนิดว่าคำว่า “ช่อง 3” ในปัจจุบันมี 4 ความหมายที่ต้องเจาะจงว่าหมายถึงอะไรกันแน่

  1. ช่อง 3 ดั้งเดิม ออกอากาศในระบบแอนะล็อก ภายใต้สัญญาสัมปทานกับ อสมท. หมดอายุปี 2563
  2. ช่อง 3 Family ช่องเด็กที่ได้จากการประมูลทีวีดิจิตอล อยู่ภายใต้ระบบใบอนุญาตของ กสทช. เลขช่อง 13
  3. ช่อง 3 SD ช่องทั่วไปที่ได้จากการประมูลทีวีดิจิตอล อยู่ภายใต้ระบบใบอนุญาตของ กสทช. เลขช่อง 28
  4. ช่อง 3 HD ช่องทั่วไป HD ที่ได้จากการประมูลทีวีดิจิตอล อยู่ภายใต้ระบบใบอนุญาตของ กสทช. เลขช่อง 33

จำง่ายๆ คือช่อง 3 ดั้งเดิมใช้โลโก้แถบสีแบบเดิม ส่วนช่อง 3 ดิจิทัลทั้งหมดใช้โลโก้ใหม่ที่เป็นวงกลมคล้ายๆ ลูกฟุตบอลครับ (ดูรูปประกอบ)

ทั้งสี่ช่องนี้เป็นการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท BEC เหมือนกัน แต่นิติบุคคลที่บริหารจัดการแต่ละช่องนั้นแยกบริษัทกัน (ของเดิม = บางกอก เอ็นเตอร์เทนเม้นท์, ระบบดิจิตอล = บริษัท บีอีซี มัลติมีเดีย)

  • ในแง่กฎหมาย ช่อง 3 ดั้งเดิมอาศัยสัญญาสัมปทานของเดิมกับ อสมท. ในการแพร่สัญญาณแอนะล็อก (มีผลจนกว่าจะหมดสัญญา), ช่อง 3 ใหม่ทั้ง 3 ช่องอยู่ภายใต้ใบอนุญาตผู้ประกอบการทีวีที่ กสทช. ออกให้หลังประมูลคลื่น
  • ในแง่เทคนิค วิธีการกระจายสัญญาณที่แตกต่างกันคือใช้สัญญาณแอนะล็อกกับสัญญาณดิจิตอล (ที่ใช้อุปกรณ์รับคนละแบบ)

ทีวีแอนะล็อก vs ทีวีดิจิตอล

ในทางตัวหนังสือ กิจการส่วนของทีวีแอนะล็อกกับทีวีดิจิตอลแยกส่วนขาดกันชัดเจน ทั้งในแง่สัญญา/ใบอนุญาต, วิธีการออกอากาศ, เนื้อหาที่จะนำมาเผยแพร่

แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อหน่วยงานเจ้าของทีวีแอนะล็อกเดิมทั้ง 6 ช่อง ได้รับใบอนุญาตทีวีดิจิตอลด้วย ทำให้เกิดสภาวะ “หนึ่งองค์กร สองระบบทีวี” และเมื่อการทำช่องทีวีหนึ่งช่องต้องใช้ทุนทรัพย์มหาศาล การนำเนื้อหาในช่องแอนะล็อกมาฉายบนช่องดิจิตอลด้วย (ภาษากฎหมายเรียก “ออกอากาศคู่ขนาน”) จึงเหมาะสมกว่าทั้งในแง่ต้นทุนและความคุ้นเคยของผู้ชม

กสทช. จึงเปิดโอกาสให้นำเนื้อหาในช่องแอนะล็อกเดิมมาฉายบนช่องดิจิตอลได้ด้วย แต่ต้องยอมปรับเนื้อหาให้เข้ากับกฎเกณฑ์ของทีวีดิจิตอล (เช่น ระยะเวลาโฆษณาที่ไม่เท่ากัน หรือผังรายการ) และปฏิบัติตามระเบียบของ กสทช. (เช่น เสียค่าธรรมเนียมใบอนุญาต)

ช่อง 5, 11, ThaiPBS มาขอออกอากาศคู่ขนานในทีวีดิจิตอลแบบบริการสาธารณะ ส่วนช่อง 7 และ 9 ก็มาออกอากาศคู่ขนานในแบบธุรกิจแล้ว (ตัวอย่างข่าว กสทช. อนุมัติช่อง 9 ออกคู่ขนาน)

ส่วนช่อง 3 ยังไม่ได้มายื่นขอออกอากาศแบบดิจิตอล (ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง เช่น ค่าโฆษณา เลขช่อง) ในแง่กฎหมายแล้ว บริษัท BEC ไม่สามารถนำเนื้อหาในช่อง 3 เดิมมาออกอากาศผ่านระบบดิจิตอลได้ตรงๆ เพราะถือเป็นคนละนิติบุคคลกัน (รายละเอียดอ่านได้จาก ผ่ากลยุทธ์ดิจิตอลทีวีช่อง 3 ของนิตยสาร Positioning)

ประกาศ Must Carry กับทีวีดาวเทียม

จากหัวข้อข้างต้น ทีวีดิจิตอลกับแอนะล็อกแยกส่วนกันชัดเจน แต่ความสับสนเริ่มบังเกิดเมื่อเมืองไทยดันมีระบบทีวีดาวเทียม/เคเบิ้ลอีกระบบหนึ่ง (แถมนิยมอีกต่างหาก) และในอดีตที่ผ่านมาผู้ให้บริการจานดาวเทียม/เคเบิ้ลใช้วิธี “เกี่ยวสัญญาณ” ของทีวีแอนะล็อก 6 ช่องเดิมไปฉายบนระบบดาวเทียม/เคเบิ้ลด้วย ทำให้ผู้บริโภคคุ้นเคยกับการดู “ทีวีแอนะล็อก” ผ่าน “จานดาวเทียม” อยู่ก่อน (โดยไม่มีอำนาจทางกฎหมายรองรับ เพราะทำตั้งแต่ก่อนมี กสทช. ช่วงที่เป็นสุญญากาศทางการกำกับดูแล)

เมื่อเกิดหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง กสทช. ขึ้นมา กสทช. ได้ออกประกาศฉบับหนึ่งเมื่อปี 2555 ที่เรียกกันสั้นๆ ว่า ประกาศ Must Carry (ชื่อราชการคือ หลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป) เนื้อหาของมันคือกำหนดให้ “ฟรีทีวี” ต้องออกอากาศได้ทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นทีวีภาคพื้นดิน ทีวีดาวเทียม เคเบิ้ลทีวี และสัญญาณภาพที่ออกอากาศจะต้องเหมือนกันทุกช่องทางเสมอ

คำว่า “ฟรีทีวี” หรือ “การให้บริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป” ตามประกาศ กสทช. นั้นหมายถึงทีวีบริการสาธารณะ, ทีวีบริการธุรกิจ และทีวีอื่นๆ ที่ กสทช. กำหนด

เป้าหมายดั้งเดิมของประกาศ Must Carry คือบีบให้ผู้บริการทีวีดาวเทียมและเคเบิ้ลทีวีต้องเกี่ยวสัญญาณทีวีแอนะล็อก+ดิจิตอลไปฉายด้วย ซึ่งจะช่วยให้ฐานผู้ชมทีวีดิจิตอลกว้างขึ้น (เพราะคนจำนวนมากสามารถดูได้จากดาวเทียม แม้ในพื้นที่นั้นยังไม่มีเสาสัญญาณดิจิตอล)

แต่ช่วงแรกนั้น กสทช. กำหนดให้ทีวีแอนะล็อก 6 ช่องเดิมถือเป็น “ฟรีทีวี” ด้วย (อยู่ในบทเฉพาะกาล มีผลจนกว่า กสทช. จะประกาศแก้ไข) ประกาศฉบับนี้จึงกลายเป็นฐานอำนาจให้ทีวีดาวเทียมสามารถนำสัญญาณทีวีแอนะล็อกเดิมที่ไม่ออกอากาศคู่ขนาน (ในที่นี้คือช่อง 3 ดั้งเดิม) มาฉายบนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

สิ้นสุดประกาศ Must Carry

ตรงนี้ดูลำดับเวลาดีๆ นะครับ

  • ปี 2555 – กสทช. ออกประกาศ Must Carry
  • ปี 2556 – กสทช. จัดประมูลทีวีดิจิตอลธุรกิจ 24 ช่อง ประสบความสำเร็จด้วยดี
  • กุมภาพันธ์ 2557 – กสทช. ลงมติ กสท. 4/2557 ให้ทีวีแอนะล็อกเดิม หมดความเป็น “ฟรีทีวี” ตามกฎ Must Carry ภายใน 30 วันหลังทีวีดิจิตอลเริ่มออกอากาศจริง (มีผลช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2557)

มติ กสท. (บอร์ดกระจายเสียงของ กสทช.) ทำให้ช่อง 3 ดั้งเดิมไม่สามารถฉายผ่านดาวเทียม/เคเบิ้ลได้อีกต่อไป แต่ยังสามารถฉายผ่านระบบแอนะล็อกเดิมได้ต่อไปจนถึงปี 2563 และถ้าอยากฉายผ่านระบบดิจิตอล (ซึ่งจะได้สองเด้งคือถูกส่งต่อไปฉายบนเคเบิ้ล/ดาวเทียมตามประกาศ Must Carry ด้วย) ก็ต้องมาขอใบอนุญาตกับ กสทช. เหมือนกับที่ช่อง 7 ทำ

คสช. ต่อชีวิต

แต่ก่อนมติ กสท. จะมีผลเพียงไม่กี่วัน บ้านเราเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เข้าซะก่อน และในวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 (หลังรัฐประหาร 2 วัน) คสช. ก็ออกประกาศฉบับที่ 27/2557 กำหนดให้ทีวีแอนะล็อกและทีวีดิจิตอล สามารถออกออกอากาศได้ตามปกติทั้งระบบภาคพื้น ดาวเที้ยม เคเบิ้ล

เป้าหมายของประกาศ คสช. คือให้การถ่ายทอดสดรายการของ คสช. ออกอากาศได้ทุกช่องทาง แต่ประกาศฉบับนี้กลับส่งผลให้ชะตาของช่อง 3 ดั้งเดิม ยืดอายุต่อไปได้

กสท. ยอมยืดอายุ 30 วันตามประกาศฉบับ 4/2557 เป็น 100 วัน ซึ่งจะครบกำหนดวันนี้ (1 กันยายน)

BEC ใช้เกมฟ้องศาลปกครอง-คสช.

พอรอดจากปัญหาระยะสั้น บริษัท BEC หวังแก้เกมยาว โดยยื่นฟ้องศาลปกครองขอให้เพิกถอนมติ กสท. 4/2557 และระหว่างรอตัดสินคดี ขอให้ศาลปกครองสั่ง “คุ้มครองชั่วคราว” เพื่อให้ช่อง 3 ดั้งเดิมออกอากาศผ่านดาวเทียมได้ดังเดิม

ผลคือศาลรับฟ้องแต่ไม่สั่งคุ้มครองชั่วคราว ดังนั้นมติ กสท. 4/2557 ยังมีผลจนกว่าศาลจะตัดสิน (ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะออกมาอย่างไร)

นอกจากนี้ ช่อง 3 ยังได้ทำหนังสือถึงหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช. เพื่อสอบถามถึงแนวปฏิบัติตามมติ กสท. ว่าจะให้ทำอย่างไร ผลคือ คสช. ส่งเรื่องกลับมาถาม กสทช./กสท. ว่ามีความเกี่ยวโยงกันอย่างไรในเชิงกฎหมาย

กสทช. ยืนยันคุ้มครอง 100 วันแล้วเลิก

กสท. ประชุมกันวันนี้ (1 กันยายน) และมีมติว่าจะไม่ยืดเวลา 100 วันออกไป ทำให้ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ผู้ประกอบการดาวเทียม/เคเบิ้ล ไม่มีสิทธินำช่อง 3 ดั้งเดิมมาออกอากาศนั่นเองครับ

ทางออกของช่อง 3

ถ้าช่อง 3 เลือกเส้นทางที่ถูกต้องตามกรอบกฎหมาย ก็มี 2 ทางเลือกคือ

  • นำช่อง 3 ดั้งเดิมมาออกอากาศคู่ขนานทางดิจิตอล โดยขออนุญาตจาก กสทช.
  • ขอใบอนุญาตทีวีดาวเทียมเพิ่มเติม แล้วออกอากาศเฉพาะทางดาวเทียม (ไม่มีดิจิตอล)

แต่ถ้าช่อง 3 + ผู้ประกอบการดาวเทียมยังมั่นใจว่า ด้วยความนิยมที่สั่งสมมานานจะทำให้ผู้บริโภคยังดูช่อง 3 ต่อไป ก็อาจ “ลอง” ฉายสัญญาณช่อง 3 ทางทีวีดาวเทียม/เคเบิ้ลต่อไปได้ในวันพรุ่งนี้ (2 กันยายน) ซึ่ง กสทช. ก็คงสั่งปรับ/ฟ้องตามมาตรการทางกฎหมายต่อไปครับ

credit: www.blognone.com/node/59883

Surface ต้นเหตุที่ทำให้ Microsoft ขาดทุนรวมไป 5.61 หมื่นล้านบาท

ตั้งแต่ปี 2012 ที่ Microsoft ได้ทำการวางขาย tablet ในตระกูล Surface มานั้น จนถึงปัจจุบันพบว่ารายรับรวมทั้งหมดของ Surface ยังคงติดตัวเลขแดงอยู่เมื่อเทียบกับรายจ่ายที่ Microsoft ลงทุนเพื่อใช้ในการพัฒนา Surface ครับ โดยอ้างอิงจากเอกสารงบประมาณ 8-K ที่ทาง Microsoft ได้ส่งให้กับทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา พบว่าในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2014(สิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา) เป็นครั้งแรกที่ทาง Microsoft ได้มีการเปิดเผยตัวเลขรายได้ของ Surface เป็นครั้งแรกโดยมีรายได้อยู่ที่ $409 million หรือประมาณ 1.35 หมื่นล้านบาท แต่ไม่มีการใส่ตัวเลขของรายจ่ายที่ต้องสูญเสียไปในการพัฒนา Surface มาด้วยครับ

ทั้งนี้เมื่อรวมกับเอกสารงบประมาณ 10-K ที่ทาง Microsoft พึ่งจะส่งให้กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา นั้นก็สามารถที่จะคำนวณต้นทุนของการพัฒนา Surface ได้ครับ โดยทาง Computerworld ได้คำนวนต้นทุนประจำไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2014 ออกมาอยู่ที่ $772 million หรือประมาณ 2.55 หมื่นล้านบาท หักลบกับรายรับที่ได้จากเอกสารงบประมาณ 8-K แล้วพบว่าเฉพาะไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2014 จะขาดทุนอยู่ที่ $363 million หรือประมาณ 1.20 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียวครับ เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็เกิดขึ้นมาจากหลายอย่างเช่นการยกเลิกการเปิดตัว Surface Mini ไปเป็นต้น

ด้วยวิธีการเดียวกันทาง Computerworld ได้ทำการคำนวณตัวเลขของการขาดทุนของผลิตภัณฑ์ในสาย Surface ในปี 2013 และปี 2014 ออกมาครับ โดยพบว่าในปี 2013 นั้นผลิตภัณฑ์สาย Surface ทำ Microsoft ขาดทุนไป $1.049 billion หรือประมาณ 3.46 หมื่นล้านบาทและในปี 2014 ขาดทุนรวมไปแล้วทั้งหมด $676 million หรือประมาณ 2.23 หมื่นล้านบาท สรุปรวมแล้วตั้งแต่ที่ Microsoft ได้ปล่อย Surface ลงสู่ตลาดมา ผลิตภัณฑ์สาย Surface ทำ Microsoft ขาดทุนไปแล้วรวม $1.7 billion หรือประมาณ 5.61 หมื่นล้านบาทครับ คงต้องรอดูกันต่อไปว่าทาง Microsoft จะแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไร แต่ทว่าต้องไม่ลืมว่า Microsoft มีผลิตภัณฑ์ในหลายสายที่ให้กำไรมากกว่านี้ครับ

[DEFCON] PORTAL เราท์เตอร์เพื่อความเป็นส่วนตัว

ที่งาน DEFCON นักพัฒนาสองคนคือ Ryan Lackey จาก Cloudflare และ Marc Rogers จาก Lookout นำเสนองานพัฒนาเฟิร์มแวร์เราท์เตอร์เพื่อความเป็นส่วนตัวที่ชื่อว่า PORTAL (Personal Onion Router To Assure Liberty)

จุดเด่นของ PORTAL คือมันใช้ติดตั้งบนเราท์เตอร์ราคาถูก โดยมีเงื่อนไขว่าอาจจะต้องดัดแปลงชิปบางตัว (ติดตั้งแบบไม่ดัดแปลงได้แต่จะต้องใช้ microSD ประกอบ) เมื่อติดตั้งแล้ว PORTAL จะป้องกันข้อมูลไว้ด้วยมาตรการหลายอย่าง เช่น

  • Bananaphone แปลงข้อมูลที่เข้ารหัสแล้วให้เป็นคำภาษาอังกฤษเหมือนไม่ได้เข้ารหัสเอาไว้ (แต่อ่านไม่รู้เรื่อง)
  • Obfs4 เข้ารหัสทุกอย่างรวมถึงส่วนหัวของข้อมูล
  • Format-Transforming Encryption แปลงฟอร์แมตข้อมูลให้ดูเหมือนข้อมูลอย่างอื่น เช่น แปลง TOR ให้เหมือน SSH

ปัญหาสำคัญของ PORTAL คือกระบวนการติดตั้งยังยุ่งยาก ทีมงานระบุว่ากำลังหาทางให้คนทั่วไปเข้าถึงมันได้ง่ายๆ อยู่ แต่ถ้าใครอยากลองก็ดาวน์โหลดมาติดตั้งได้จาก GitHub

 

credit: Blognone

[News]พบความเสี่ยงถูกโจมตีแบบ DoS บน WordPress และ Drupal ผู้ใช้อัพเดตด่วน

wordpressช่องโหว่ใหม่นี้ได้มีการรายงานครั้งแรกจาก Nir Goldshlager นักวิจัยด้านความปลอดภัยบน Salesforce.com ซึ่งเป็นช่องโหว่ด้าน XML มีผลกระทบ CMS ชื่อดังทั้งสองคือ WordPress และ Drupal ซึ่งรวมกันแล้วมีเว็บไซต์กว่าหลายล้านแห่งที่ตกอยู่ในความเสี่ยง

ช่องโหว่นี้จะเปิดให้ผู้ประสงค์ร้ายโจมตีในรูปแบบ XML Quadratic Blowup ที่ทำให้เอกสาร XML ขนาดเล็กๆ กินแรมจำนวนหลายกิกะไบต์ ซึ่งมากพอที่จะทำให้เซิร์ฟเวอร์หยุดทำงานไปชั่วขณะได้ ช่องโหว่นี้มีผลกระทบกับ WordPress ตั้งแต่เวอร์ชัน 3.5 – 3.9.1 และ Drupal เวอร์ชัน 6.x และ 7.x

ตอนนี้ WordPress ได้ออกอัพเดตอุดช่องโหว่ในเวอร์ชัน 3.9.2 แล้ว ส่วน Drupal ก็ได้อุดช่องโหว่ในอัพเดตเวอร์ชัน 7.31 และ 6.33 แล้วเช่นกัน เว็บของใครที่ตกอยู่ในความเสี่ยงควรให้อัพเดตทันที

credit: Blognone